ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการดำเนินงาน

1 . การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่และไม่มีการทำลายสิ่งแวดล้อม

 

พื้นที่เป็นที่ดินลุ่มเป็นแปลงนา น้ำขังแฉะในฤดูฝน ดินมีสภาพเป็นดินทรายละเอียดชุดดินร้อยเอ็ดรีรี เนื้อที่ทั้งหมด 43 ไร่ ได้ปรับปรุงตามขั้นตอนดังนี้

  • จัดบุกเบิกปรับพื้นที่ในปี พ.ศ. 2536 ตัดถนนเข้าสวน ทำรั้วรอบ ขุดเจาะบ่อบาดาล สร้างถังเก็บน้ำขนาดบรรจุ  4,500 ลิตร สูงจากพื้น 50 เมตร ต่อท่อส่งน้ำทั่วบริเวณสวนและเริ่มปลูกไม้ผลประมาณ 1/3 ของพื้นที่
  • ในปี พ.ศ. 2537 ได้ขุดบ่อจำนวน 2 บ่อ บ่อที่ 1 กว้าง 20 เมตร ยาง 40 เมตร ลึก 3 เมตร และนำดินที่ถมไว้ประมาณ 3 ไร่ เพื่อทำเป็นฟาร์มหมู ส่วนบ่อที่ 2 กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 50 เมตร และได้ขุดคลองระบายน้ำออกจากพื้นที่ปลูกพันธุ์ไม้ผล
  • การปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลักร่วมกับแกลบดิน และตัดหญ้าคลุมโคนต้นไม้โดยไม่เคยใช้สารเคมีกำจัด  วัชพืชในพื้นที่เลย
  • ปี พ.ศ. 2538 ปลูกพันธุ์ไม้จนครบ 43 ไร่ และได้เริ่มทำธุรกิจค้าขายทำให้ดูแลสวนได้ไม่ดีเท่าที่ควร สวนรกร้างไปเป็นเวลา 5 ปี
  • ปี พ.ศ. 2544 ได้กลับมาฟื้นฟูสวนอีกครั้ง โดยจัดทำสวนไร่นาสวนผสม ยึดแนวพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้จัดแบ่งพื้นที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ออกเป็นส่วนๆรวม 43 ไร่
  • ปี พ.ศ. 2548 ได้เริ่มเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์สองสายพันธุ์จำนวน 2 ตัว
  • ปี พ.ศ. 2549 ได้เริ่มฝึกผสมเทียมสุกรและรีดน้ำเชื้อสุกรโดยฝึกจากเพื่อนที่เรียนจบสาขาสัตวบาลและได้ซื้อพ่อพันธุ์ลาจไวท์เดนมาร์คเลือด 100% เป็นตัวแรก และพ่อพันธุ์แลนเรจฟินนอร์เลือด 100% เป็นตัวที่ 2
  • ปี พ.ศ. 2550 รับผสมเทียมสุกรและจำหน่ายน้ำเชื้อสุกร
  • ปี พ.ศ. 2553 ได้เริ่มเลี้ยงเป็ดไข่ เป็ดเทศ และเลี้ยงปลาในกระชัง ( ทำกระชังเลี้ยงปลาดุกในบ่อลึก 3 เมตร ) และได้เข้าร่วมเป็นฟาร์มต้นแบบเครือข่ายของศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  • ปี พ.ศ. 2554 – 2556 ได้พัฒนาการดำเนินกิจกรรมของโครงการฟาร์มตามแผนที่ได้จัดทำไว้โดยลำดับ
  • ปี พ.ศ. 2557 ได้จัดสร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อต้องการให้เป็นวิทยาทานแก่เกษตรกรทั่วๆไปและบุคคลผู้สนใจ

 

 

 

 

 

 

 

  1. 2. การนำความรู้ความเข้าใจไปปฏิบัติในด้านที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงไร่นาสวนผสม

 

การเริ่มต้นกลับมาปรับปรุงสวนอีกครั้งหนึ่งของนายวงค์สถิตย์ โมราราษฎร์ ในปี พ.ศ. 2544 นั้นได้ยึดแนวพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวปฏิบัติ หลังจากที่ได้ล้มเหลวในการประกอบธุรกิจการค้า ในปี พ.ศ. 2538 – 2543 นั้นจึงได้กลับมาฟื้นฟูสวนโดยเราค้นพบตัวเองว่าเราถนัดด้านการเกษตร แต่เราทิ้งไปและไปเริ่มต้นในสิ่งที่ไม่ถนัด ไม่ใช่ตัวเรา ทำให้ล้มเหลวหลังจากนั้นจึงได้พิจารณาว่าเราจะทำอย่างไรให้เป็นผลผลิต ทำผลิตผลตรงนี้ให้มีปริมาณพอกินพอใช้และให้แบ่งขาย และทำผลผลิตตรงนี้ให้มากพอเป็นอาชีพ ข้าพเจ้ามีคติประจำตัวไว้ว่า “ มีสติ ตั้งมั่น อย่าหวั่นไหว ขันติ ขันติ และขันติ “ ซึ่งหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสไว้ว่า “ มีสติ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน “

 

  • มีสติ คือ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเราเป็นใคร กำลังทำอะไร
  • มีเหตุผล คือ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเราทำไปเพื่ออะไร
  • มีภูมิคุ้มกัน คือ สิ่งที่ทำไปแล้วได้ผลดีก็เก็บเป็นประสบการณ์ เป็นภูมิปัญญา พัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไป สิ่งที่ล้มเหลวจำไว้เป็นบทเรียนจะได้ไม่ทำอีก

 

การทำไร่นาสวนผสม ข้าพเจ้าได้จัดทำแผนงานโครงการฟื้นฟูไร่นาสวนผสมของข้าพเจ้าโดยร่างแผนและโครงการไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และได้ปรับปรุงเล็กน้อยบางส่วน ในปี พ.ศ. 2552 เป็นโครงการเกษ๖รแบบผสมผสานเพราะได้เห็นว่าทุกกิจกรรมได้เชื่อมโยง เกื้อกูล และบูรณาการกันทุกกิจกรรม สิ่งที่ข้าพเจ้าจะต้องกระทำให้ประสบผลสำเร็จและเป็นความยั่งยืน อยู่ดี กินดี และเป็นความอุดมสมบูรณ์ กิจกรรมที่ต้องทำได้แก่ หมู เห็ด เป็ด ไก่ ปู ปลา นา สวน

 

  1. การจัดระบบการปลูกพืช / ระบบหรือรูปแบบฟาร์มที่มีข้าวอยู่ด้วย

 

การจัดปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในสวนหรือฟาร์มของข้าพเจ้าได้จัดแบ่งพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์เป็นส่วนๆ ดังนี้ คือ

  1. แปลงปลูกข้าว
  2. แปลงปลูกพืชผักสวนครัว
  3. แปลงปลูกไม้ผล
  4. แปลงปลูกไม้ดอกไม้ประดับ
  5. บ่อเลี้ยงปลา
  6. คอกปศุสัตว์ ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ นกกระทา

 

 

 

4 . การแก้ปัญหาของเกษตรกรจากการดำเนินกิจกรรมในด้านต่างๆ

 

4.1  ด้านพื้นที่ทำการเกษตร สถานที่ตั้ง ทำเล ความเหมาะสม ความอุดมสมบูรณ์ของดินและลักษณะเนื้อดิน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความท้าทายของเกษตรกร ถ้าเรามีความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความรู้วิชาการ ประสบการณ์ ถามผู้รู้ ดูจากผู้ประสบความสำเร็จนำมาประมวล ประยุกต์ และต่อยอด ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเรา

4.2  ด้านวิชาการ  รับวิชาการให้มากที่สุด ดูให้มากที่สุด ฟังให้มากที่สุด ศึกษาให้มากที่สุด เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม ความเหมาะสมโดยเริ่มจากการทดลองก่อน เพื่อศึกษาลักษณะอุปนิสัย การดูแล การจัดการ การกินอาหาร การใส่ปุ๋ย ลักษณะพันธุ์ การให้ผลผลิต เปรียบเทียบวิชาการ ประสบการณ์ และเลือกเอาเฉพาะที่เหมาะสมที่สุดมาขยายพันธุ์ ขยายการผลิต ( ต้องทนรอให้ได้ ) อย่าทุ่มสุดๆโดยไม่รู้จริง

4.3  ด้านเศรษฐกิจ  ศึกษาแนวโน้มการตลาด ศึกษาข้อมูลการผลิตและต้องมีแผนรองรับถ้าผลิตมากเกินความต้องการของตลาด จำหน่ายไม่ได้ก็ต้องหาวิธีเพิ่มมูลค่า โดยการแปรรูปหรือหาวิธีที่จะทำให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาลโดยช้ากว่าหรือเร็วกว่าปกติ หรือทำให้มีจุดสนใจ จุดขาย จุดเด่นให้ได้

4.4  ด้านสังคม  ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อลูกค้า ต้องมีคุณธรรม สินค้าทุกอย่าง ผลผลิตทุกอย่าง เราผู้ผลิตต้องกินให้เขาดูได้ “ ต้องปลอดสารเคมี “ ใดๆก่อนออกสู่ตลาด และการผลิตจะต้องไม่มีน้ำเสีย กลิ่น กาก มูล ให้เป็นมลพิษต่อสังคม

4.5  ด้านการเมือง  เราต้องเชื่อว่ามนุษย์มีความแตกต่างกันทุกประการ ซึ่งในความแตกต่างกันนี้หลายๆลักษณะรวมกันจึงเป็นคนคนนั้นคือ บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลแต่สิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืช สัตว์ หรือมนุษย์ที่ดำรงเผ่าพันธุ์มาได้นั้นต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน ไม่ว่าผู้ใดจะดำรงตำแหน่งใดๆในทางการเมืองเราก็สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุขได้

4.6  ด้านสิ่งแวดล้อม  เราทำสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเราให้น่าอยู่ โดยการจัดระบบ การจัดการสวน จัดการฟาร์มให้เป็นงานประจำ ให้เป็นระบบงานลำดับ 1,2,3 ตื่นเช้ามาต้องทำอะไรก่อนหลัง คอกหมูเราต้องเข้าไปนั่งทานข้าวในนั้นได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. 5. แนวคิดในการทำงาน

 

ทำงานให้เหนื่อย อย่าทำงานให้เครียด อย่าทำงานให้หงุดหงิด อย่าทำงานให้อารมณ์เสีย เมื่อทำงานเหนื่อยแล้ว หยุดพัก ดื่มน้ำเย็นๆหรือรับประทานอาหาร หายเหนื่อยแล้วทำงานต่อได้ผลงานออกมาจะดีมากๆ

 

5.1  การใช้วิชาการในการปรับปรุงสภาพการผลิต

 

ทุกขั้นตอนของการผลิตตั้งแต่การเตรียมดิน เตรียมแปลงปลูก การดูแลจัดการและการเลี้ยงสัตว์ทุกขั้นตอน ต้องอาศัยหลักวิชาการเป็นหลักยึดประสบการณ์และภูมิปัญญา จะใช้ประกอบบางขั้นตอนเท่านั้นซึ่งเราต้องมีการศึกษาอยู่ตลอดเวลาในทุกงาน ทุกเรื่อง ทุกกิจกรรม

 

5.2  การนำผลผิตไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มมูลค่า

 

โดยการควบคุมดูแลผลผลิตให้มีคุณภาพ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและการนำพันธุ์พืชใหม่ๆมาปลูกเพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไร่ หรือการจัดการปลูกพืชแซม เช่น ปลูกสละแซมมะม่วง ปลูกพริกไทยเกาะต้นมะม่วง รวมถึงการเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์เลือดแท้ 100% เพื่อผลิตแม่พันธุ์จำหน่าย ซึ่งราคาลูกสุกรในปัจจุบันเป็นดังนี้

 

ลูกสุกรพันธุ์แท้หย่านม อายุ 45 วัน ราคาตัวละ 5,000 บาท

ลูกสุกรสองสายพันธุ์ อายุ 45 วัน ราคาตัวละ 3,500 บาท

ลูกสุกรขุนสามสายพันธุ์ หย่านม อายุ 45 วัน ราคาตัวละ 1,200 – 1,500 บาท

 

รีดน้ำเชื้อสุกรรีด 1 ครั้ง ได้น้ำเชื้อ 10 – 15 โดส ถ้าขายน้ำเชื้อจะได้ 1,500 – 2,250 บาท  แต่ถ้าออกไปผสมเทียมให้เกษตรกรจะได้ 5 – 7  ตัว มูลค่าประมาณ 3,000 –  4,200 บาท

 

5.3 การนำสิ่งเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

 

การตัดหญ้าได้กวาดเศษหญ้าคลุมต้นไม้เพื่อให้เน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยและยังคลุมดิน ลดการระเหยน้ำได้ด้วย การนำมูลสัตว์ไปทำปุ๋ยใส่ให้ต้นไม้ การนำน้ำล้างคอกสุกรปรดต้นไม้หรือพืชผัก การนำรกหมูไปหมักทำเป็นปุ๋ยเป็นฮอร์โมนพืช การทำบ่อแก๊สชีวภาพโดยใช้มูลสุกร มูลโค และนำน้ำหมักแก๊สชีวภาพไปใช้รดพืชผัก ไม้ผลได้อีกด้วย

 

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Leave a Reply